วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

แก่งกระจาน เบิกบานใจ


การเดินทางครั้งนี้ เป็น Trip ต่อจาก เจ้าแม่กวนอิมพันมือนะคะ
อิ่มท้องอิ่มบุญสบายใจกันแล้ว ก็ออกเดินทางได้เลย.....ออกจากประตูเจ้าแม่กวนอิมพันมือ เลี้ยวซ้ายแล้วขับไปตามทาง จะเป็นถนนสองเลน ข้างทางก็เป็นบ้านบ้าง ทุ่งหญ้าบ้าง ไปจนถึงทางบอก เข้าสู่อำเภอท่ายาง แล้วคราวนี้ จะมีป้ายบอกทางไปเขื่อนแก่งกระจาน ถึงทางแยกเลี้ยวขวา ถนนจะวิ่งเรียบลำน้ำเหมือนคลองประปา ตลอดทาง รับรองว่า ไม่หลงทางแน่ๆ ซึ่งสามารถเข้ามาจากแยกอำเภอท่ายางได้เหมือนกันเป็นเส้นเดียวกันจ่ะ ขับไปจนสุดก็เป็นทางขึ้นเขื่อนเลย


ถ้าจะ เดินทางจาก กทม. โดยใช้ถนนพระราม2 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรเกษมที่แยกวังมะนาว ผ่าน BigC เพชรบุรี ประมาณ 18 กม. จะถึงสามแยกไฟแดง อ.ท่ายาง เลี้ยวขวาผ่านชุมชน อ.ท่ายางไปอ.แก่งกระจานระยะทางอีก 35 กม. ระหว่างทางจะผ่าน รพ.แก่งกระจาน สนามกล์ฟแก่งฯ จนถึงที่ว่าการอำเภอ และสภอ.แก่งกระจาน สุดทางจะพบทางเข้าเขื่อน ซึ่งมีป้อมยามอยู่ซ้ายมือ ขับผ่านสนามฟุตบอลประมาณ 500 เมตร เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานประมาณ 50 เมตร (ที่หัวสะพานมีรีสอร์ทชื่อปิยะฉัตร) แล้วเลี้ยวขวาอีก 50 เมตร ก็จะถึงแก่งศิลป์รีสอร์ท เราแวะเข้าที่พักกันก่อน บริเวณก่อนทางขึ้นเขื่อนนี้ จะมีที่พักให้เลือกหามากมาย ราคาไม่แพงเกินไปนัก ที่นอนก็เหมาะสมกับราคาค่ะ ที่หรูๆก็มี แต่อยู่ในเขื่อน หรือถ้าจองที่พักของเขื่อนก็สามารถเข้าไปนอนในเขื่อนได้ แต่ต้องจองเองทาง netเท่านั้น เป็นบ้านของการไฟฟ้าน่ะ



พอดี เรานึกอยากไปก็ไป ไม่ได้เตรียมการนาน เลยพักบ้านทางเข้าเขื่อนชื่อ แก่งศิล์ป รีสอร์ท 01-991-5407 เราสามารถเดินทางจากแก่งศิลป์รีสอร์ทไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับรีสอร์ทได้โดยแต่ละสถานที่อยู่ไม่ไกลจากรีสอร์ทมากนัก เป็นบ้านสำหรับ 4 คน นอนสบาย น่ารักดีบ้านพักสำหรับ 4 ท่าน ภายในห้องกว้างขวาง ห้องแอร์ เตียงนอนใหญ่ 2 เตียง พร้อมโทรทัศน์ ห้องน้ำสะอาด มีเครื่องทำน้ำอุ่น ราคา 1,600 บาท (พร้อมอาหารเช้า 4 ที่)

พอตะวันโพล้เพล้ สัก บ่าย 4โมง ก็ขับรถขึ้นเขื่อน ไปดูพระอาทิตย์ตกดินแสงกระทบกับน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน สวยมากมาก













แก่งกระจาน อำเภอเล็กๆในอ้อมกอดของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ของจังหวัดเพชรบุรี เทือกเขาตะนาวศรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บ้านของนกเงือก กว่า 4 ชนิด และนกกะลิงเขียดหางหนาม นกเฉพาะถิ่นที่พบในผืนป่าแก่งกระจานเพียงแห่งเดียวเท่านั้น สดชื่นกับการ ทอดสายตาไปกับสายน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี ทัศนียภาพอันงดงามของทะเลสาบอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน มีเนื้อที่ประมาณ 46.5 ตารางกิโลเมตร เกิด จากการสร้างเขื่อนดินปิด 3 ช่องทางระหว่าง หุบเขา ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมแก่งน้ำเดิมเป็น พื้นน้ำอาณา เขตกว้างขวางจากยอดเขาเนินเขา หลากเป็นเกาะโผล่พ้นน้ำถึง 30-40 เกาะก่อให้ เกิดทิวทัศน์งดงามยิ่งเหมาะสำหรับการนั่งเรือชม ทัศนียภาพ และชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นท ี่สันเขาตะนาวศรีแล้วในเส้นทางในเขื่อนก็จะมีร้านอาหาร อยู่พอสมควร ทานอาหารเย็นเคล้าบรรยากาศ กับธรรมชาติที่สวยงาม......
แหม.....ถ้าไปหน้าหนาวก็คงจะดีกว่านี้เยอะ นี่พวกเราไปกันประมาณเดือนกันยา ตกเย็นก็ยังมีไอเย็นๆ ของน้ำทำให้นั่งสบาย กับครอบครัว เรานั่งมองพระอาทิตย์ตกดินที่ริมเขื่อนแก่งกระจาน หาโอกาสไปกันบ้างนะคะตื่นเช้ามานั่งมอง หมอกบางๆ ลอยเหนือน้ำ ลมพัดสบายๆ แล้วนั่งทานอาหารเช้า เรามีนัดกับคนเรือ พานั่งเรือเที่ยวในเขื่อน เราไปซื้อ Package ตอนไปเดินเล่นบนเขื่อน ก็จะมีคนท้องถิ่น มาเสนอเช่าเรือแบบเดี่ยวหรือเหมาลำก็ได้ เพื่อไปนั่งเรือเที่ยวในเขื่อนตอนเช้าๆ เราตกลงจ่ายไป 600 บาท เหมาลำ โปรแกรมเล็ก สำหรับ 4 คน
เขามีที่เที่ยวแบบ วงเล็ก วงใหญ่ ไปไกล ไม่ไกล ให้เลือกหลายแบบ ราคาก็จะต่างกันออกไป ดูซื่อๆดี เราก็เลยซื้อ ไหนๆก็มาถึงแล้วจริงมะ
พอเจ็ดโมงเช้า คนเรือก็มาจอดรอหน้ารีสอร์ท ขี่มอเตอร์ไซด์นำทางพาเราไปยังท่าลงเรือ ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของเขื่อน เป็นเรื่อหางยาว ลำไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ใหญ่สำหรับ 4 คนเรา เราไม่อยากจอยกับคนอื่น ขับไปจอดให้ชมในแต่ละจุด แล้วก็อธิบายอย่างแคล่วคล่อง
วิวตอนเช้าในเขื่อนแก่งกระจาน เวิ้งน้ำและผืนฟ้า กับอากาศยามเช้าแสนสดชื่น พวกเราหายใจกันแบบเต็มปอดเลยค่ะ










นั่งรอเรือตอนเช้าเตรียมเสบียงไว้สำหรับทานในเรือ ด้วย นะ แวะที่แรก
แวะดูลิงติดเกาะ อยู่กลางเขื่อน คนเรือเขาบอกว่า ก่อนทำเขื่อนราชการเขาต้อนสัตว์ออกไปหมด แต่ลิงฝูงนึง คงติดค้างอยู่ พอเริ่มกักน้ำแล้ว จึงมาเจอ ช่วยอะไรไม่ได้มาก นอกจากให้อาหารบ้าง แต่มันก็อยู่กันได้ตามธรรมชาติ ออกลูกหลานเต็มไปหมด เลยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเขื่อน
เรามีกล้วยน้ำหว้าติดไป เพราะรู้อยู่ว่าจะมาเจอ คนเรือจอดให้เราให้อาหารลิงกัน สนุกสนาน เขาบอกว่า ให้ระวังกระเป๋าและหมวกด้วย เขาจะไม่เข้าไปใกล้มากนัก ไม่งั้น มันจะกระโดด ขึ้นเรือได้ ซน จริงๆเจ้าจ๋อ....ดูหน้าตา น่าสงสารมาก แย่งกันอุตตะหลุดเลย บางตัวก็กระโดดลงน้ำ คว้ากล้วยที่เราโยนให้ ปลอกเปลือกกินอย่างเอร็ดอร่อย น่าเอ็นดูมากเลย ดูลิงว่ายน้ำ ตลกดี










โปรแกรมการล่องเรือ ก็จะพาไปแวะเกาะทีประทับ (เคยเป็นใช้ที่ประทับของรัชกาลที่9 ) ท่านเข้ามาร่วมสำรวจก่อนสร้างเขื่อน ทางการเลยเก้บเอาไว้เป็นที่ระลึกน่ะ ท่านลุยดีจังเลยนะ

รายการต่อไป ก็ต้องแวะ สะพานแขวนกลางน้ำ ใช้ข้ามระหว่างเกาะ เรือเขาจะจอดให้เราได้เดินเที่ยวเล่นจุดนี้ นานพอสมควรเลยล่ะ













นอกจากล่องเรือในเขื่อนแล้ว ยังมีอีกโปรแกรมที่น่าสนใจนะคะ คือขึ้นไปชมวิวทะเลหมอก เขาพะเนินทุ่ง แต่กลุ่มเราไม่ได้ไปค่ะ เพราะว่า เขาจะเปิดให้ขึ้นได้ในประมาณเดือนพฤศจิกายน ถ้าใครจะขึ้นไปดูทะเลหมอกด้วย ก็เช็ครายละเอียดอีกครั้งนะคะ แก่งกระจาน ทะเลหมอกใกล้กรุงเทพฯ สู่เขา พะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชมความ สวยงามของทะเลหมอก ซึ่งมีความสูง 1,207 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงมีความหนาวเย็น ทั้งปี สามารถชมทะเลหมอกได้ทั้งปีเช่นเดียวกัน พร้อม ความสมบูรณ์ของป่าไม้ อากาศบริสุทธิ์ของขุนเขา เรายังมีโอกาสได้พบสัตว์ป่า อีกด้วย

เพื่อนๆอย่าลืมแวะไปทักทายธรรมชาติที่สวยงาม ท่องเที่ยวแก่งกระจาน เบิกบานใจกันนะคะ












































































































































































































































































































วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

ไปเองได้..ง่ายจัง...จันทบุรี

ไม่เคย..ก็ไปเองได้..ง่ายจัง จันทบุรี

พอดีมีโอกาสไปเยี่ยมคนรู้จัก ที่จังหวัดจันทบุรี ....ซึ่งยังไม่เค๊ย..ไม่เคย ไปเลย กำหนด
ออกเดินทางในวันเสาร์ เช้าประมาณ 9โมง (ล้อหมุน) ใช้เส้นทางด่วน - มอเตอร์เวย์
ลงทางด่วนที่ด่านพานทอง เข้าเส้นทางหลวง หมายเลข 344 บ้านบึง – แกลง
ถึงสามแยกแกลง ก็เลี้ยวซ้ายไปจันทบุรี (ขวาไประยอง) ขับรถไปเรื่อยๆ ไม่ยาก ไม่ยาก...
ถึงจันทบุรี ก็ใกล้เที่ยง ระยะทาง กรุงเทพ-จันทบุรี เส้นนี้ประมาณ 266 กิโลเมตร




ถึงจันทบุรี แวะเข้าที่พัก โรงแรมนิวแทรเวิลลอด์จ ก่อน เพราะเป็นทางผ่าน อยู่ต้นๆ ถนน
รักศักดิ์ชมูล ทางเข้าตัวเมืองจันทบุรี ราคาที่พักประมาณ 1300/คืน ..แต่สำหรับท่านที่
จองผ่านเว็บไซต์ http://www.mewtravellodgehotel.com/ จะได้ห้องพักราคาพิเศษ
คืนละ 750 บาท เพราะฉะนั้นควรจะ...... (อย่างยิ่ง)




จองล่วงหน้า จะได้ไม่เสียเงินมากนัก เก็บของเรียบร้อย ท้องก็ร้อง..หิวแล้ว..หิวแล้ว
อาหารมื้อแรกในจันทบุรี จะทานอะไรกันเอ่ย ..พอดี..ได้หยิบโบชัวร์ที่พัก ที่เที่ยวในจันทบุรี
ซึ่งมีทั้งรายละเอียดที่พัก,สถานที่ท่องเที่ยว และแผนที่ แค่นี้ก็สามารถเดินทางไปกันเองได้แล้ว
..ไม่ยาก..ไม่ยาก สำหรับมื้อเที่ยงพาไปทาน ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ-หมูเลียง พระยาตรังดีกว่า
ไปตาม ถ.พระยาตรัง ค่อยๆไป ดูป้ายหน้าร้านเอา. ..15 นาทีจากที่พัก..ก็ถึงแล้ว ...
บรรยากาศจะเป็นร้าน เปิดกว้าง ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ที่จอดรถภายในร้านก็กว้างขวาง
สั่ง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเลียง ..หมูเลียง ..ได้ตามใจชอบ



ระหว่างรอ สั่งขนมถ้วยมาแคะทานเอง ไปพลางๆก่อน..เรียกน้ำย่อย.. อิ่มแล้วก่อนจะหลับ
(หนังท้องตึง.... หนังตาหย่อน... ตามฟอร์ม) ก็มุ่งหน้าไปเที่ยว โอเอซิล ซีเวลิด์
ตั้งอยู่ที่ ต.ปากน้ำ ไปทางเดียวกับแหลมสิงห์ ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 25 กิโลเมตร
เป็นแหล่งเพาะเลี้ยวปลาโลมา 2 สายพันธุ์คือ โลมาพันธุ์ปากขวดสีชมพูและ โลมาพันธุ์
หัวบาตร เปิดให้ชมการแสดง. ความสามารถที่ชาญฉลาด และน่ารัก ของโลมา..ทุกวัน
มีแสดง เป็นรอบๆ 9.00 น.,11.00 น.,13.00 น.,15.00 น.,17.00 น.
และวันหยุดเพิ่มรอบ 7.00 น.ส่วนราคาก็ ผู้ใหญ่ 90 เด็ก 50บาท ชาวต่างชาติ 180บาท
ยังไม่หมดเท่านี้ ..ยังมีเล่นน้ำกับโลมา เป็นรอบๆเหมือนกัน ราคาประมาณ 400 ไม่แน่ใจ
ว่าต่อ ครึ่งชั่วโมงหรือกี่นาที ...ขออภัย..
แต่ต้องจองทางโทรศัพท์เท่านั้น เบอร์ (039)399-015, 363-238-9






เที่ยวชมการแสดง ถ่ายรูปกับบรรยากาศในโอเอซิล ซีเวลิด์ และช้อปปิ้งของที่ระลึกมากมาย
ในขุมทรัพย์จันทรบูร ขากลับแวะเข้าไปชมทะเล หาดแหลมสิงห์ ขอถ่ายรูปกับทะเลสวย
หาดทรายขาว สูดโอโซน..ฟอกปอด...ซะหน่อย (หายใจเข้าลึกๆ)



เฮ่อ..เรียบร้อย..และขับรถออกมาตามทางเดิม เห็นป้าย (อีกแล้ว).. วัดด้านซ้ายมือ
“วัดชากใหญ่” อยากไหว้พระ เลยลองเข้าไปดู ได้แต่ ..โอ้โห ๆๆ สุดจะบรรยาย อลังการ
งานสร้างมาก ๆ เรียกได้ว่าเป็น พุทธอุทยาน งานประติมากรรม แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ
พุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ประกอบกับการแสดงธรรมในโอกาสต่างๆ อย่างมากมาย
ใหญ่โตและ..สวยงาม.. รวมทั้งมี แผ่นป้ายอธิบายเรื่องราวนั้นๆ ด้วย
ถ้าจะเดินดูทั้งหมด..ใช้เวลา นานพอสมควรเลยทีเดียว ดู..บรรยากาศจากรูปก็แล้วกัน





สุดท้ายก่อนจะค่ำ กลับเข้าไปในตัวเมืองจันทบุรี แวะทานมื้อเย็น..ร้านอาหาร จันทรโภชนา
ริมถนนเบญจมราชูทิศ เป็นอาหารพื้นเมืองจันทบุรี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น เช่น
แกงหมูชมวง แกงเผ็ดเป็ดย่างใส่เงาะ ส้มตำทุเรียน(ดิบ)..ยำมังคุด เป็นอาหารที่แปลกแต่..
..อร่อย ...มีทานเฉพาะที่จันทบุรีเท่านั้น



และภายในร้านยังมีขายของฝาก,ของที่ระลึก แต่ ส่วนใหญ่จะเป็นของทาน..ก็จะมีแพคเป็น
ของฝากกลับบ้านได้อย่างสะดวกสบาย อิ่มท้องแล้วยังหิ้วของกลับอีก..และแล้วเวลาผ่านไป
อย่างรวดเร็ว ยังเที่ยวไม่ถึง ..ครึ่งในจันทบุรี เลย.. สงสัยต้องอยู่เที่ยวต่อซะแล้ว..
วันเดียวไม่พอจริงๆ ...ขอบอก